nazz 的个人资料•The Man Who Has No Imag...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
•The Man Who Has No Imagination Has No Wing•เฮ้ย !!! แอบดูอ่ะ !!!
|
11月23日 s'one told meคนสองคนที่เสียดายอดีต ทั้งที่ไม่มีความรักเหลือแล้ว พยายามยังไง มันก็ไม่สำเร็จหรอก บางทีเรื่องที่จบไปแล้ว เราก็ต้องปล่อยมันไปนะ สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้ ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว 11月22日 indeed .. (อินดีด' ) adv. จริง ๆ, โดยแท้จริง. คำศัพท์ย่อย: interj. จริง ๆ! really, truly .... ในกรณีนี้ อยากให้ความหมายมันอยู่ใน "แต่โดยดีด้วย" บางทีเราอาจจะหลอกตัวเองมากไป หรือว่าสับสน . อย่างไรก็ตาม ความจริงเป็นกรณีขัดแย้งของสองความคิด คือ สิ่งที่ควรจะยอมรับ และสิ่งที่ยากแก่การยอมรับ สิ่งที่ยากแก่การยอมรับ คือการปฎิเสธความจริง และปฏิกริยาลูกโซ่ของการมีความคิดนั้น คือ การฝืน .. การฝืน คือการเห็นภาพความจริงแบบกลับหัว .. เห็นมันดีเกินเหตุ ผสมกับการคาดหวังบางอย่าง เช่น การเปลี่ยนไป การดีขึน คือการพยายามให้โลกจริงๆ กลับหัวตามภาพที่เห็น การพยามทำให้ภาพนั้น บิดเบี้ยว หมุนภาพดังกล่าวให้ตั้งตรงตามความคิด จึงเป็นเหมือนการหมุนเกลียวยาง ความจริงนั้นไม่อาจเปลี่ยน ภาพที่พยายามหมุนมัน จะดีดกลับมาเป็นภาพเดิม อย่างเช่นที่มันเคยเป็น แต่อาจทิ้งร่องรอยการพยายามหมุนนั้นไว้ เล็กน้อย ปานกลาง มากที่สุด ..... ตามการพยายามนั้น ส่วนความรู้สึกที่เสีย หรือใช้ไป เล็กน้อย ปานกลาง มากที่สุด ..... ก็เช่นเดียวกัน สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าอะไรก็จะกลับเข้าสู่ในสิ่งที่มันควรจะเป็น .. การฝืนที่ไม่เกิดประโยชน์ จะดำเนินเรื่องเข้าสู่กรณีที่หนึ่งอีกครั้ง คือ การยอมรับความจริง : สิ่งที่ควรจะยอมรับ โดยใช้ความเสียใจ น้ำตา ความผิดหวัง ความเหนื่อย เป็นตัวเชื่อมในการดำเนินเรื่อง สิ่งที่ควรจะยอมรับ อย่างไรก็ตามล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในใจแต่เเรกเริ่ม เป็นกำแพงขนาดใหญ่สีดำขวางอยู่ข้างหน้าคนชอบฝืน แต่ก็ยังทำตัวเป็นผู้วิเศษ มองทะลุกำแพงและลองเดินฝ่าไป สุดท้ายก็ไม่วิเศษพอ ก็เดินชนกำแพง เจ็บตัวกันไปตามความพยายาม ฝืนมากเจ็บมาก ฝืนน้อยก็เจ็บน้อยหน่อย ใครจะลืมตามองเห็นกำแพงได้เร็วกว่ากัน .. ว่าอย่างน้อยก็ได้ลองวิ่งชนกำแพงแล้ว .. ได้พยายามแล้ว รึว่าจะลองวิ่งชนอีกซักกี่ที ใครจะตายก่อนกัน ระหว่างคนกับกำแพง ... ทั้งคู่ .. 4月21日 the silence city ไม่ถึงอาทิตย์ กับชีวิตบนตึกสูง .... อีกครั้ง ... ..................... ................... ........... ...... ... 9 :30 am : เดินเข้าไปที่ร้านหนังสือตามปกติ ขาพาเดินเข้าไปที่ชั้นใต้ดินตามสัญชาตญาณและความเคยชิน ... 9:35 am : ใช้เวลา 5 นาที ในการเดินทั่วทั้งร้าน และไม่รู้ว่า ร้านที่เดินเข้ามาทุกวัน มันจะมีอะไรต่างไปจากเดิมสักแค่ไหนเชียว (อาจจะมีของดีที่เรายังไม่เคยเห็น ..) 9:40 am : สุดท้ายก็ซื้อการ์ตูนจีน ขงเบ้ง .. ไม่รู้จะอ่านไปทำไมอีกสามก๊ก จะกี่คนเขียนก็เหมือนๆกัน ของแบบนี้มันน่าจะอยู่ที่คนอ่าน ... กับหนังสืออีกเล่มเรื่องการสร้างแบรนด์ของลุย วิตตอง ... จะเข้าใจมั้ยหว่า ?? 9:43 am : จ่ายเงินแล้วเดินออกมาจากร้าน ... เดินขึ้นบันไดมาอยู่ที่ในระดับชั้นผิวดิน และเดินเลี้ยวขวา 9:43.04 am : เสียงหนึ่ง ลอยดังเข้ามาในหู .. หันหลังกลับไปมอง เห็นผู้หญิงวัยสัก 40 กว่าๆ ตาบอด กำลังร้องเพลงไทยเก่าๆที่คุ้นหู ... เสียงเพราะกว่านักร้องสมัยนี้หลายๆคน .. ที่นั่งอยู่ข้างๆคือชายพิการ วัยใกล้เคียงกัน สองมือจับกล่องสีเหลี่ยมขนาดเล็กไว้ .. ท่ามกลางเมืองที่เปิดเสียงเพลงสมัยใหม่จังหวะตื่นเต้น เสียงดังไปทั่ว 9:45 am ยืนฟังไปเรื่อยๆ จนจะจบเพลง คนเดินผ่านไปมาเรื่อยๆ 9:45.10 am หยิบเศษเหรียญมากำนึงเล็กๆในช่องเศษเหรียญ เป็นเงินทอนที่ได้จากรถไฟฟ้า ไม่ได้ดูว่าเป็นเหรียญอะไรบ้าง ไม่ได้นับว่าให้ไปกี่เหรียญ แล้วเดินเอาไปใส่ในกล่อง .. 9:45.16 am เดินเลี้ยวขวา ไปยังที่ตึกที่จะไป ประมาณ สี่ก้าว ห้าก้าว ได้ยินเสียงผู้หญิงคนเดิมที่ร้องเพลง "ขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ ...กสดากนฟน" อะไรสักอย่างที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร ด้วยความที่ไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรตอบกลับก็เลยหันกลับไปมอง แล้วก็เลยผงกหัวขอบคุณ .. ที่นี่ มีเสียงขึ้นมาหน่อยนึงแล้ว ....... 3月21日 ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ จำนวนครั้งที่เดินผ่านหนังสือเล่มนี้ ยังมากกว่าเวลาที่ใช้อ่านหนังสือทั้งหมด เพิ่งมีโอกาศได้อ่านหนังสือกับเค้าซะที คงเพราะว่าสอบเสร็จหมดแล้ว แต่ก็ไม่อยากจะบอกว่าเรียนจบซะทีเดียว ถือว่าขั้นตอนยังไม่สมบูรณ์ .. อ่านไปเรื่อยๆแล้วนึกถึงบิว .. เหมือนจะเคยอ่านในบล็อคมาก่อน คราวนี้ได้มีโอกาสเป็นคนอ่านบ้าง ก็ขอรีวิวกับเค้าบ้างซะทีละกัน ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ ... พิมพ์ครั้งที่ 85 ราคา 185 บาท ผู้หญิงที่ผมเดินชนที่หัวมุมถนน .. สาย ธารี โกสไรเตอร์คนนึงที่ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาลเมื่อมาพบกับ รตี วรรษรส ใครที่เรียนสถาปัตยกรรม แล้วก็พอจะนั่งเรียนในคาบเทียรี่ จะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มีองค์ประกอบความคิดที่บ้ามาก แต่ก็เท่สุดๆในครั้งเดียว มีทั้ง ควอนตัมฟิสิกส์ พาราเรล มิติ โลกสามมิติที่ไม่มีคำว่า เส้นขนานจะตัดกันไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้บนโลกใบนี้ (รวมทั้งการเอาโกลเดนท์เซคชั่นมาใช้ อัตราส่วน 8:5 มาตั้งแต่ครั้งที่พิมพ์ ราคาหนังสือ ข้าพเจ้าแอบแปลกใจที่ไม่ทำไซต์หนังสือให้เป็นโกลเดนท์เซคชั่นไปเลย แต่ก็ยังคงสงสัยว่าหนังสือเล่มนี้มีการพิมพ์ครั้งที่ 1-84 หรือไม่) อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องของศาสตร์ต่างๆ ที่นักเขียนได้นำมาผสมผสานกันได้อย่างแยบคาย แต่ใดๆทั้งหมด เกิดมาเพื่ออธิบายมิติของเวลา แม้ว่าเนื้อหาจะเสียดcolour dakdone สะท้อนสังคม แต่ก็ยังแสดงถึงมิติแห่งความรัก เมื่อได้อ่านจบแล้ว ข้าพเจ้าสามารถพูดได้เลยว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือรัก และอยากจะแสวงหาความรัก เมื่อสายได้พบรตี การที่ชายคนนี้ตามหาเธอในทุกที่ ทั้งในมิตินี้ และในอีกมิติที่ต่างออกไปของโลก ทุกครั้งที่เขาเปิด ปิดลิ้นชัด มิติของเขาจะเปลียนไป เขาได้พบเห็น การพบ และจากของตัวของและรตีมานักครั้งไม่ถ้วน เรื่องบางเรื่อง เป็นอดีต และอนาคต แต่เขายืนอยู่ในปัจจุบัน ... แม้ว่าผู้หญิงที่เขาพบจะชื่อรตี วรรษรส และหน้าตาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนก็ตาม แต่ผู้หญิงที่เขาตามหาไม่ใช่ ผู้หญิงที่ชื่อ รตี แต่เป็นผู้หญิงที่เขาชนที่หัวมุมถนน .. และแม้สุดท้าย การพบกันครั้งนี้ เขาเองรู้อยู่เต็มอกว่า มันมาพร้อมกับเวลาจาก การพบ - จาก เป็นของคู่กัน สาย ธารี ยอมแลกความเจ็บปวดนับไม่ถ้วน เพื่อให้หัวใจได้กลับมาเต้นอีกครั้ง ให้ได้พองโตอย่างชั่วครู่ แล้วแตกสลายด้วยการดับของรักในพริบตา หากว่ากำลังตามหาความรักให้มีกำลังใจ และตามหาต่อไป ความรู้สึกนั้นจะทำให้ได้รู้สึกถึงชีวิตที่แท้จริง หากว่ากำลังสูญเสียความรักให้ เก็บความรู้สึกที่สูญเสียนั้นไว้ แต่อย่าเพิ่งหมดศรัทธา ให้อิ่มในรัก ในเมื่อในมิติที่ต่างไปหรือชาติที่แล้ว เราได้พบ และจากกันนับครั้งไม่ถ้วน ..... แล้วเราจะพบกันอีกครั้ง .. 1月16日 พรุ่งนี้จะเป็นจริง.. - Bedtime Storiesวันนี้วันศุกร์ !!
วันที่น่าดีใจที่สุดในอาทิตย์ นอนสบายทีสุด.... (เหรอ??)
คงจะใช่ถ้าว่าวันนี้ไม่ใช่วันส่งงาน และมีพินอัพในวันอังคาร
วันนี้คริติกก็ดังคาด นอย ตามระเบียบ
........เอาเถิด ก็ควรจะชินได้แล้ว เพราะก็รู้อยู่แล้วว่าผลที่ออกมาจะเป็นยังไง ตั้งแต่ที่ตัดสินใจนอนตอน 4 ทุ่ม
((( เร็วกว่าตอนไม่มีงานอีกสาดดดด))
อย่างไรก็ดี การมีคริติก แม้จะไม่มีงานมันเครียดตรงที่ว่าพูดยังไงให้น่าเชื่อ
แต่ก็ดีตรงที่ว่าได้มาเจอเพื่อน
นอยเส็จก็ไปดูหนังดีกว่า ควรจะทำตัวมีความสุขซะหน่อย
ตอนแรกที่ไปยืนหน้าบอร์ด มี 2 เรื่องที่อยากจะดู คือ ปาฏิหารย์รักต่างพันธุ์ กับ bedtime
แต่สุดท้าย ดาราตัดสินใจให้ดูหนังทุนสูงแทน...
เก็บพี่ติ๊กไว้ก่อนละกันนะ -*-
ขอรีวิวหนังซะหน่อย แบบไม่ใช่ในวิชา theory แบบไม่โพสโมเดิร์น ไม่ใช่ศาสตร์ใดๆ ขอแค่แนวคิดซักหน่อยก็พอ เรื่องราวความทรงจำสมัยเด็ก ฝันของรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก นิทานก่อนนอน ก็เหมือนกับสารใน visual culture แต่ว่าเป็นสารที่อยู่นอกเหนือจากการมองเห็น แต่เป็นสารที่สัมผัส ส่งผ่าน และรับรู้ได้ด้วยจินตนาการ... (กำ.. theory เข้าเส้นแล้วกู) และยังเป็นสารสื่อความคิดจากพ่อสู่ลูก จากน้าสู่หลาน แม้ว่าปู่คนนี้จะไม่เคยเจอหลานเลย แต่ด้วยวิธีการสื่อสาร ความคิดความรู้สึกคงสื่อผ่านถึงกันได้ด้วยจินตนาการ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการเล่านิทานล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ผู้สร้างพยายามเชื่อมโยงคนดู
ให้เข้าใกล้ชิด ถึงสัมผัสในจินตนาการ ให้ลองเชื่อใน "นิทานก่อนนอน"
โดยผ่านทางประสบการณ์ของอดัม แซนเลอร์
นิทานก่อนนอน มองในบางแง่อาจเป็นเหมือนการคิดทางจิตวิทยาในเชิงบวก
ที่เราอาจจะสามารถทำอะไรได้ดีขึ้นโดยอาศัยความเชื่อเป็นตัวชักนำ
ถึงแม้ว่าที่สุดท้ายในตอนจบ เราเองก็ไม่อาจจะสรุปได้ว่า
จากนิทานคืนนี้...
พรุ่งนี้จะเป็นจริง.
ถึงแม้ว่าในเรื่องจริง ทุกอย่างอาจจะไม่สวยงามเสมอไป
แต่อย่าเพิ่งรีบหลับตาซะก่อน....
ก่อนที่จะนอนฝันร้ายเพราะนิทานเรื่องนี้ไม่สวยงามอย่างที่คิด
บางทีแล้ว
นิทานเรื่องนี้อาจจะยังไม่ถึงตอนจบซะหน่อย
เรื่องราวยังมีต่ออีกเยอะ
แล้วเราจะเชื่อในนิทานก่อนนอนมั้ยล่ะ....
*ขอบคุณบิวที่ทำให้อยากลองรีวิวหนังนอกห้องเรียน
1月12日 วันนี้ในปีที่แล้วไดอารี่ มีไว้ทำอะไร
แล้วแต่คนละมั้ง...
ถ้าสัจจะของไดอารี่คือ สิ่งที่มีไว้สำหรับบันทึกความทรงจำละก็
มันก็คงไม่จำเป็นต้องเป็นสมุดสวยๆ บล็อคออนไลน์
แต่อาจจะเป็นรูปภาพ 1 ใบ ข้อความขยุกขยิก ที่เขียนลวกๆใส่ไว้ในกระดาษใบเล็ก
จนกระทั่งสมอง... และส่วนลึกของจิตใจในความทรงจำ
เราบันทึกไดอารี่กันทุกวันเลยจริงๆ
เรื่องราวที่ผ่านในชีวิตประจำวัน...
แต่สมองนั้นไม่จีรัง ความทรงจำอาจเสื่อมไปตามกาลเวลา
คงเพราะอย่างนี้ละมั้ง เราถึงนิยมที่จะบันทึกที่อยู่ได้ยาวนานกว่า
แต่พอมานึกดู เรื่องที่เราเลือกบันทึก มักจะเป็นเรื่องที่สะเทือนความรู้สึก
ปวดร้าว โกรธ เกลียด ต่างๆนานา
อาจจะเพราะว่าธรรมชาติของมนุษย์เลือกที่จะระบายความรู้สึกที่ไม่ดีออกมา
และเก็บความทรงจำดีๆ ไว้ภายในจิตใจ แม้ว่าเราจะลืมมันไปในไม่ช้าก็ตาม....
แต่เวลาผ่านไป เรื่องทุกอย่างก็คงลืมแม่งหมด ทั้งดีไม่ดี
แต่เรื่องที่เขียนเก็บไว้แม่งมีแต่เรื่องไม่ดี...
แต่เวลาที่ผ่านไป มุมมองในการใช้ชีวิตบางทีก็ต่างออกไป
การได้มาอ่านบันทึกเก่าอีกครั้ง ก็ทำให้รู้สึกต่างออกไป รู้สึกว่าเด็กเหลือเกิน
บ้างก็รู้สึกว่ามันยังคงเป็นบทเรียนที่ทำผิดซ้ำซากไปมา
...... เรื่องแย่ๆก็ยังมีข้อดี.......
วันหลังจะลองเขียนเรื่องดีๆมั่งแล้วกัน.......
เขียนซะยาว ตกลงกุต้องการบอกอะไรกันนี่!!!
10月4日 war in my headสิ่งที่จำเป็น ก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
ต้องการ แต่ก็อยากที่จะสลัด หนีไปให้พ้นๆ
แปลก..
รู้สึกเหงาที่สุดก็เมื่อตอนที่มีคนอยู่รอบตัวเยอะแยะ
มากกว่า
การที่อยู่เงียบๆคนเดียว
อาจเพราะว่า อย่างน้อยก็รู้ว่ากำลังอยู่กับตัวเอง
ละทิ้ง ลบออกไป หนีไป วิ่งออกไป กดให้มันลงไป ทำลายให้มันหายไปให้สิ้นซาก
อย่าหันกลับมามอง เลิกทำร้ายตัวเองซะที |
||||
|
|